รู้จักอีโคเวอร์ซิตี้เพอร์มาคัลเชอร์ในเมืองไทย

ภูมิทัศน์อีโคเวอร์ซิตี้ของไทย

งาน Global Ecoversities Gathering ปีนี้พาเรามารวมตัวกันในราชอาณาจักรไทยอันเปี่ยมไมตรี หรือที่หลายคนขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า สยามเมืองยิ้ม ประเทศไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ตั้งอยู่บนจุดตัดของกระแสวัฒนธรรมหลากสายอย่างไม่เหมือนใคร ในฐานะหนึ่งในไม่กี่ชาติของเอเชียที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม ซึ่งส่วนสำคัญมาจากความเปิดกว้างต่อวิถีชีวิตอันหลากหลายที่มีมาแต่ครั้งประวัติศาสตร์ ประเทศไทยจึงเจริญงอกงามอย่างค่อนข้างสงบสุขมาหลายชั่วอายุคน ด้วยภูมินิเวศที่ต่างกันชัดเจนถึงสี่เขต (บ้างว่ามากกว่านั้น) ภาษามากมาย ประเพณีทางจิตวิญญาณ และความเข้าใจอันเป็นเอกลักษณ์ว่าการเป็นมนุษย์หมายถึงอะไร ทั้งหมดนี้มาบรรจบกันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก

เทือกเขาทางภาคเหนือของไทยเป็นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหลายกลุ่ม ผู้เลือกอย่างมีสติมานานหลายศตวรรษที่จะดำรงชีวิตห่างจากวิถีของความทันสมัย ดังภาษิตของชาวลีซู (กลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลทิเบต-พม่าที่อาศัยตามดอยในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง) ที่ว่า “มีน้ำสะอาดนั้นดี แต่อยู่ไกลจากผู้ปกครองนั้นดีกว่า” ดินแดนแถบนี้ที่ เจมส์ ซี. สก็อตต์ นักวิชาการคนสำคัญผู้ศึกษาแนวคิดอนาธิปไตย เรียกว่า “โซเมีย” (Zomia) คือผืนที่สูงแห่ง “อิสรชน” ที่ทอดยาวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้ามไปถึงอินเดีย จีน ทิเบต และไกลกว่านั้น หลายพันปีมาแล้วที่ภูมิภาคนี้เป็นบ้านของระบบนิเวศมนุษย์ที่ยังคงสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่นี่รักษาไว้ทั้งเมล็ดพันธุ์จริง ๆ จากโลกเก่าอันหลากหลายน่าทึ่ง ด้วยความเคารพนบนอบต่อพื้นที่ป่าเถื่อนธรรมชาติ และทั้งเมล็ดพันธุ์ทางวัฒนธรรมมากมายแห่งความทรงจำทางการศึกษาที่กำลังเลือนหาย ว่าด้วยการอยู่ดีมีสุขในถิ่นที่ของตน ภาคเหนือของไทย ที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากยังรู้วิธีดำรงชีวิตทั้งหมดจากความอุดมสมบูรณ์ที่ป่ามอบให้เปล่า ๆ ยังคงย้ำเตือนเราว่ามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของป่าได้เช่นกัน

อีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มีพรมแดนติดลาวและกัมพูชา เป็นถิ่นของอาหารที่คนไทยรักที่สุด (และเผ็ดที่สุด!) บางสำรับ ทั้งยังเป็นบ้านของดนตรีไทยแขนงที่ผู้คนรักใคร่อย่างหมอลำ ศิลปะการขับเล่าเรื่องแบบพื้นบ้านอันเปี่ยมสีสัน ที่ขับเคลื่อนด้วยจังหวะของแคน ออร์แกนไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่บรรเลงด้วยมือ อีสานยังเป็นถิ่นพำนักของพระอริยสงฆ์หลายรูปแห่งสายพระป่า (สายภาวนาที่ปฏิบัติในป่าเขาตามแบบดั้งเดิมก่อนแยกนิกาย) อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลวงตามหาบัว และหลวงพ่อชา ผู้ส่งอิทธิพลลึกซึ้งต่อพุทธศาสนาไทย (และด้วยการพำนักในป่า ท่านเหล่านี้ยังได้ช่วยรักษาระบบนิเวศอันเปราะบางของไทยไว้ด้วย) ท่านเหล่านี้มีศิษยานุศิษย์ผู้ศรัทธาในพุทธธรรมนับไม่ถ้วน และก่อกำเนิดวัดวาอารามกับสำนักปฏิบัติธรรมระดับโลกมากมายทั่วภูมิภาค อีสานอันมั่งคั่งด้วยวัฒนธรรม อาหาร และศรัทธา จึงเป็นดั่งหัวใจที่เต้นอยู่ของวัฒนธรรมไทยในหลายแง่มุม

ที่ราบภาคกลางของไทย ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรมมาช้านาน เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ เมืองหลวงปัจจุบันที่เป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม อยุธยา ราชธานีแห่งที่สองของสยาม (ชื่อดั้งเดิมของประเทศไทย) ก็เคยรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการทูตและการค้าระดับโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึง 18 และเมื่อราว ค.ศ. 1700 ก็มีประชากรกว่าหนึ่งล้านคน นับเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเวลานั้น รากเหง้าของการที่ประเทศไทยกลายเป็นเวทีอันเปิดกว้าง ให้ประเพณี ศิลปะ และภาษาอันหลากหลายได้หลอมรวมกันอย่างอิสระ ปรากฏให้เห็นชัดเจนที่นี่

ผู้มาเยือนประเทศไทยส่วนใหญ่มุ่งลงใต้ทันที และก็มีเหตุผลอันสมควร ภาคใต้ของไทยประกอบด้วยเกาะแก่งงดงามนับพัน เลื่องชื่อด้วยหาดทรายบริสุทธิ์และเขาหินปูนรูปทรงตระการตาที่พุ่งทะยานขึ้นจากผืนน้ำแถบคอคอดกระ ที่นี่เป็นบ้านของชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงชาวเล (กลุ่มชนออสโตรนีเซียนกึ่งเร่ร่อนผู้หาอยู่หากินกับทะเล) ผู้คนแทบทั้งหมดในดินแดนแสนงามนี้เลี้ยงชีพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ด้วยชีวิตที่แนบแน่นกับท้องทะเล

คนไทยส่วนใหญ่นับถือคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงสอนให้สานุศิษย์กระทำทุกสิ่งบนความเข้าใจอันลึกซึ้งเรื่องความเปลี่ยนแปลงและต้นเหตุแห่งทุกข์ ให้รักษาสมดุลอันประณีตระหว่างการกำหนดชีวิตตนเองกับพันธะต่อชุมชน และเหนือสิ่งอื่นใด ให้บ่มเพาะปัญญาและกรุณาอย่างแยบคาย ด้วยรากฐานทางพุทธธรรม ทำเลที่ตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ และความเปิดกว้างเลื่องชื่อในการเรียนรู้จากผู้มาเยือน ประเทศไทยจึงรับรู้อยู่เสมอว่าผู้คนทั่วโลกใช้ชีวิตกันอย่างไร ทั้งทางเศรษฐกิจ จิตวิญญาณ นิเวศวิทยา และอื่น ๆ การไม่ยึดติดตายตัวกับความเชื่อ เปิดรับความเปลี่ยนแปลง แต่ยังหยั่งรากลึกในภูมิปัญญาเฉพาะถิ่น ทำให้ประเทศไทยแสดงความยืดหยุ่นทนทานออกมาได้ในหลายรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ทรงเป็นดั่งปราชญ์รอบด้าน ทรงตรัสได้หลายภาษา ทรงรู้เรื่องการเกษตร ทรงเล่นและประพันธ์ดนตรีแจ๊สอเมริกันได้เช่นเดียวกับดนตรีไทยเดิม ทรงเข้าใจการจัดการที่ดินหลากวิธี โครงสร้างเศรษฐกิจ และหลักศาสนา (ถึงขั้นทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ช่วงหนึ่ง) ทรงเจริญพระชนม์ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 จึงทอดพระเนตรเห็นว่าทุนนิยมกำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว และทรงเห็นเช่นกันว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยากจนทางเศรษฐกิจเพียงใด ทรงตระหนักว่าหากประเทศไทยจะก้าวทันภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป ก็จำเป็นต้องปรับตัวในทางใหม่ ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ทรงเล็งเห็นอย่างถูกต้องว่า การถอนรากผู้คนออกจากการพึ่งพิงชุมชนและผืนดินโดยสิ้นเชิงนั้นย่อมไม่ฉลาด พระองค์จึงพระราชทานแนวทางการพัฒนาที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากพุทธปรัชญา ตั้งอยู่บนสามองค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกัน (ความมีเหตุผล ความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกัน) ควบคู่กับสองเงื่อนไขพื้นฐาน (ความรู้และคุณธรรม) กล่าวโดยย่อ ดังที่สหประชาชาติสรุปไว้ “ในระดับบุคคลและครอบครัว เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อยู่อย่างพอตัว และไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น”

ปัจจุบันมีหมู่บ้านกว่า 23,000 แห่งทั่วประเทศไทยที่ดำเนินโครงการบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง บางโครงการเบ่งบานเป็น “หมู่บ้านนิเวศ” อีโคเวอร์ซิตี้ และแหล่งเรียนรู้นอกระบบที่เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและนานาชาติ ตอกย้ำวิถีแห่งความยืดหยุ่นทนทานที่วิวัฒน์ไม่หยุดของประเทศไทย ลองมาทำความรู้จักกันสักสองสามแห่ง

อาศรมวงศ์สนิท ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ก่อตั้งโดยกลุ่มนักกิจกรรมสันติวิธีผู้มีบทบาทในเหตุการณ์ลุกฮือปี 2516 และ 2519 ภายใต้การชี้นำของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดทางสังคมคนสำคัญผู้ได้รับสมญาว่าคานธีแห่งเมืองไทย วิสัยทัศน์ของพวกเขาคือการสร้างชุมชนทางเลือกที่มีจิตวิญญาณเป็นศูนย์กลาง เพื่อเสริมพลังให้นักกิจกรรมรับใช้สังคมอย่างมีปัญญา แม้จะทำงานใกล้ชิดกับ INEB (เครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคมนานาชาติ) แต่ที่นี่ก็เปิดรับผู้คนจากทุกศาสนาและทุกวิถีชีวิต แนวปฏิบัติของอาศรมมุ่งให้แต่ละคนเข้าใจตนเองและความเชื่อมโยงของตนกับโลกกว้าง รวมถึงผืนโลกใบนี้ ผ่านการเรียนรู้เรื่องระบบอาหาร ระบบเศรษฐกิจทางเลือก การก่อสร้างธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ อาศรมวงศ์สนิทได้ช่วยเสริมพลังผู้คนหลายพันคนจากทั่วโลก ให้กลับไปยังชุมชนของตนเอง (หรือสร้างชุมชนขึ้นใหม่!) พร้อมทักษะที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืนกว่าเดิม ชมวิดีโอสั้นแสนงดงามเกี่ยวกับอาศรมวงศ์สนิท ทาง YouTube จัดทำโดย Global Ecovillage Network

ศูนย์พันพรรณ (Pun Pun Center for Self Reliance)

พันพรรณ ตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นฟาร์มอายุ 23 ปีที่ก่อตั้งโดย โจน จันได ผู้บุกเบิกวิถีชีวิตเกื้อกูลฟื้นคืนอันเปี่ยมเสน่ห์และเป็นที่รักไปทั่วโลก ผู้ได้แรงบันดาลใจส่วนใหญ่จากช่วงเวลาที่อาศรมวงศ์สนิท พันพรรณเป็นหมู่บ้านนิเวศที่ดำเนินการเต็มรูปแบบ (มีสมาชิกเกือบ 30 ชีวิต) โดยมีหัวใจอยู่ที่การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ด้วยตระหนักว่ากว่า 90% ของคลังเมล็ดพันธุ์โลกได้สูญพันธุ์ไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จากหายนะของเกษตรกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ ชาวพันพรรณยังร่วมกันเรียนรู้ไม่หยุด ตั้งแต่การก่อสร้างธรรมชาติ เทคโนโลยีที่เหมาะสม เกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงดูเด็กแบบ “วิถีหมู่บ้าน” ดั้งเดิม ไปจนถึงการทำถ่านชีวภาพ ผ้าอนามัยซักใช้ซ้ำ ขนมปังซาวร์โดว์ และเฟอร์นิเจอร์ในครัวเรือน แนวทางของพวกเขาไม่ใช่การเป็นเลิศในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากคือการสนุกกับการลองทุกอย่าง และแบ่งปันความยากลำบากร่วมกันเป็นชุมชน พันพรรณเปิดรับคณะผู้มาเยือนจากทั่วโลกอยู่เสมอ เพื่อแบ่งปันแนวคิด “ชีวิตมันง่าย” ในการเข้าถึงปัจจัยสี่ของมนุษย์ ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร ยา และชุมชน อย่างถูกทาง ระยะหลังพวกเขายังขยายงานให้ความรู้และเสริมพลังเกษตรกรในชนบททั่วประเทศไทย ผ่านกิจการเพื่อสังคมเมล็ดพันธุ์ร่วม เครือข่ายนักเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ระดับชาติ ชมปาฐกถา YouTube อันโด่งดังของโจน จันได ว่าด้วยการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

Panya Forest

ถัดจากพันพรรณไปไม่ไกล คืออีโคเวอร์ซิตี้ด้านวนเกษตรที่ได้แรงบันดาลใจจากคำสอนของ มาร์ติน เพรชเทล นักเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ชาวซู ผู้ย้ำเตือนเราว่าลำพังการเก็บเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมนั้นยังไม่พอ “วัฒนธรรมของผู้คนที่เมล็ดพันธุ์แต่ละเมล็ดสังกัดอยู่ ก็ต้องถูกรักษาให้มีชีวิตควบคู่ไปกับเมล็ดพันธุ์และการเพาะปลูก ไม่ใช่ในตู้แช่แข็งหรือพิพิธภัณฑ์ แต่ในผืนดินของมันเองและในชีวิตประจำวันของเรา” (ผู้ร่วมก่อตั้ง Ramphai Noikaew และ Gregory Pettys ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนชนพื้นเมืองทั่วโลกมาหลายสิบปี และจากการแลกเปลี่ยนเหล่านั้นก็ได้ตระหนักว่า เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ วิถีการมองโลกอันหลากหลายที่งอกงามตามธรรมชาติจากบทเพลง ศิลปะ ดนตรี การร่ายรำ ฝ้ายปั่นมือ ฯลฯ ก็กำลังใกล้สูญหายไม่ต่างกัน) และท่ามกลางสงครามมากมายในโลกทุกวันนี้ Panya จึงกลายเป็นพื้นที่ฟื้นฟูการศึกษาวิถีแห่งการอยู่ร่วมอย่างสันติ ด้วยการสร้างการมารวมตัวแบบดื่มด่ำ เพื่อเล่าขานตำนานกำเนิดที่ถูกหลงลืม ตำนานที่สัมผัสได้ด้วยกาย พิธีกรรมแห่งการเพาะปลูก และพื้นที่ที่ได้รับการดูแลอย่างดีสำหรับการแสดงออกทั้งความโศกเศร้าและการสรรเสริญ เป้าหมายของพวกเขาเรียบง่าย คือช่วยสร้างเงื่อนไขอันเหมาะสมให้ความทรงจำแห่งบรรพชนได้ผุดกลับคืนมา ผ่านการสัมผัสกับผืนดินและกันและกัน เพื่อให้ทั้งผืนดินและมนุษย์ได้เยียวยาไปด้วยกันอย่างเกื้อกูล ปัจจุบันพวกเขาทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องปกาเกอะญอ เพื่อค่อย ๆ พาผู้คนเข้าสู่วิถีเก่าแก่ที่ยังมีชีวิตของการเล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนผ่านชีวิต ตามจังหวะฤดูกาลแห่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับถิ่นที่ (สอบถามรายละเอียดได้ที่ Honey in the HeART hanaramphai@gmail.com)

บ้านหินลาดใน (Hin Lad Nai)

ชุมชนชนพื้นเมืองปกาเกอะญอในภาคเหนือของไทย ผู้เป็นครูคนสำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งของ Panya Forest ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตของพวกเขาเชื่อมโยงแนบแน่นกับผืนป่า ดำรงชีพแทบทั้งหมดจากพืชพรรณที่ปลูกเลี้ยงในอ้อมกอดของป่า พวกเขาดูแลผืนป่าธรรมชาติเกือบ 18,000 ไร่ ด้วยระบบไร่หมุนเวียนตามพิธีกรรมแบบบรรพกาล ที่เปิดให้ผืนดินได้ฟื้นคืนสู่สภาพธรรมชาติหลังการเก็บเกี่ยวในแต่ละปี แม้หมู่บ้านจะมีโรงเรียนสมัยใหม่ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เยาวชนของหินลาดในถูกเลี้ยงดูโดยผืนป่าเอง และได้รับการศึกษาตามวิถีดั้งเดิม เรียนรู้ผ่านสื่อกลางที่มีชีวิตของระบบภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดผ่านตำนาน ซึ่งนำพาเยาวชนเข้าสู่พันธสัญญากับผืนดินและผู้คนของผืนดิน ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน พวกเขารักษาสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งไม่เพียงกับผืนดิน แต่กับสรรพสัตว์ด้วย และอยู่ร่วมกับช้าง ผู้ซึ่งเป็นครูคนแรกที่สอนชาวปกาเกอะญอให้ทำเกษตรอย่างเกื้อกูล อ่านเรื่องราวของบ้านหินลาดในเพิ่มเติมได้ในบทความจากเพื่อนของเราที่ Local Futures

Gaia Ashram

ใจกลางชนบทอีสานคือชุมชนที่กำลังผลิบานของนักนิเวศวิทยาเชิงลึก นักเพอร์มาคัลเชอร์ และผู้หลงใหลหมู่บ้านนิเวศ ที่อุทิศตนถ่ายทอดรายละเอียดอันแจ่มชัดของการก่อร่างชุมชนบนฐานผืนดิน สุนิสา จำวิเศษ ดีเตอร์ส (อ้อม) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการอันเป็นที่รักของ Gaia Ashram เป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงในเครือข่ายหมู่บ้านนิเวศระดับโลก และสอนอยู่เสมอว่าด้วยจุดบรรจบระหว่างผืนดินกับจิตวิญญาณ ในฐานะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตที่ได้แรงบันดาลใจจากอาศรมวงศ์สนิทและ Panya Project (ปัจจุบันคือ Panya Forest) ความรักในชีวิตและโลกอันงดงามของเธอนั้นชวนหลงใหล จะมีก็เพียงความงามตามธรรมชาติของอาศรมเองที่ทัดเทียมได้ Gaia Ashram เปิดอบรมเข้มข้นตลอดปี ทั้งการออกแบบเพอร์มาคัลเชอร์ การออกแบบหมู่บ้านนิเวศแบบ Gaia และมุมมองพื้นฐานของนิเวศวิทยาเชิงลึก พวกเขาเป็นเพื่อนของ Ecoversities Alliance มาหลายปี เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ https://gaiaschoolasia.com/

ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง (Mab Ueang Agri-Nature Center)

ท้ายที่สุด เราก็วนกลับมาครบวง สู่ที่ราบภาคกลางที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ฟาร์มแห่งการเรียนรู้ใกล้กรุงเทพฯ ที่ซึ่งพวกเราทุกคนจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในงาน Global Ecoversities Gathering ปีนี้ มาบเอื้องคือฟาร์มอายุ 30 ปีที่มีชื่อเสียงจาก อาจารย์ยักษ์ ผู้เคยถวายงานใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 และได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย รวมถึงโจน จันไดแห่งพันพรรณ มาบเอื้องได้กลายเป็นความร่วมมือระดับชาติในการสาธิตว่าวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงลงมือทำจริงได้อย่างไร ฟาร์มสอนแนวปฏิบัติที่ดีในการสร้างความมั่งคั่งจากการค้าอย่างมีจริยธรรม การเก็บรักษาและถนอมอาหารด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และอื่น ๆ มาบเอื้องเน้นย้ำคุณธรรมตามแนวพุทธหลายประการ และเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าด้วยการลงมือทำ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mabueang.com/

บทส่งท้าย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องราวโดยสังเขปของอีโคเวอร์ซิตี้อันน่าทึ่งเพียงหยิบมือจากทั่วประเทศไทย แน่นอนว่ายังมีอีกมากมาย หลายแห่งทำงานกับผู้หญิงเป็นหลัก กับผู้ลี้ภัย กับนักกิจกรรมทางสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมที่หมดไฟ ฯลฯ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกับทุกแห่งหน ยังเผชิญความท้าทายมากมาย แม้อาจไม่เคยตกเป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ แต่ความทันสมัยกับบทเพลงไซเรนอันเย้ายวนของมัน ก็กำลังเปลี่ยนชีวิตที่นี่อย่างรวดเร็ว กระนั้น ชุมชนทุกแห่งที่กล่าวถึงในที่นี้ล้วนทำหน้าที่รักษาวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ใกล้สูญหายให้มีชีวิตต่อไป ด้วยใจรักเดียวกันกับที่นักเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ทั่วโลกอุทิศตน เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมมีชีวิตอยู่ถึงคนรุ่นต่อไป ขอให้มีความสุขกับช่วงเวลาที่นี่ กับการ “ถอดบทเรียน” จากสยามเมืองยิ้ม

← All stories